Funny game for your mobile

ตำนานเขาช็อคโกแลต ประเทศฟิลิปปินส์


      
 (The Chocolate Hills) 

 " ช็อคโกแลตฮิลส์ " เป็นภูเขาทรงแปลก ปกติเราจะเห็นภูเขาเป็นสีสันของป่าไม้กับพื้นดิน สีเขียวบ้างน้ำตาลบ้าง แต่เขาช้อคโกแลตนั้นมันมีสีน้าตาลทั่วทั้งภูเขา เมื่อมองไกลๆจากที่สูงเกิดเป็นภาพสุดแปลก เหมือนก้อนขนมที่ยักษ์ทำกองไว้  เรียงรายอยู่บนพื้นที่ขนาด 50 ตารางกิโลเมตร และเขาทั้งหมดนี้มีหน้าตาแบบเดียวกันกว่า 1,200 ลูก ยามฤดูฝนจะเห็นเป็นหญ้าเขียวขจี แต่เมื่อมาถึงช่วงฤดูแล้ง เนินเขาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล  ที่นี่เป็นเกาะและนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย



ตำนานทั้งสี่ของยักษ์แห่งเกาะช็อคโกแลต 

แต่ละเรื่องออกจะแปลกและเป็นเรื่องเก่าแก่ที่เล่าต่อกันมานานแล้ว และค่อนข้างจะพิสดารตามประสาเรื่องเล่าปรัมปราเพราะฉะนั้นดูกันสนุกๆก็ดีนะ

        เรื่องแรกนั้น เป็นเรื่องราวของสองยักษ์ใหญ่ มันทั้งสองตนไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่ พวกมันเจอกันทีไรก็มักจะเขม่นใส่กัน จะหาเรื่องต่อยกันทุกที อยู่มาวันหนึ่งมันเผชิญหน้ากัน จึงเกิดเรื่องใหญ่ ต่างฝ่ายก็ต่อสู้กัน ขว้างก้อนหินและทรายใส่กันอยู่ไปมา ต่างคนต่างไม่ยอมแพ้ซึ่งกันและกัน มันขว้างก้อนหินใส่กันไปมาอยู่หลายวัน  หินที่ขว้างก็ถูกโยนลงไปกองอยู่กับพื้นเยอะขึ้น เยอะขึ้น  จนในที่สุดสองยักษ์ใหญ่หมดกำลังลง ด้วยความเหนื่อยล้า พวกมันทั้งสองตนก็หลงลืม ความบาดหมางทั้งหมดและหัวเราะให้กับสิ่งโง่โง่ที่ตัวเองทำไป  เวลาผ่านไปหินทรายเหล่านั้นจึงกลายเป็นภูเขา " ช็อคโกแลตฮิลส์ " 

        ตำนานที่สองเป็นตำนานโรแมนติก เล่าว่ากาลครั้งหนึ่งมียักษ์ชื่อว่าอาโลโก(Arogo) เขาเป็นยักษ์ที่จำแลงแปลงกายได้ อยู่มาวันนึงเขาได้พบรักกับหญิงสาวชาวมนุษย์ขณะพักอยู่ในป่า   เธอเป็นมนุษย์ธรรมดาชื่อว่า อาโลยา(Aloya) เธอเป็นคนที่เรียบง่าย อยู่ง่าย ทั้งสองอยู่กินกันง่ายๆในกระท่อมใจกลางป่าใหญ่ แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาได้เจ็บป่วยตายจากไป  เจ้ายักษ์อาโลโกเสียใจมาก และด้วยความเศร้าโศก เขาเอาแต่ร้องไห้ระงมทั้งวันทั้งคืนและไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดร้องได้เลย  เมื่อเวลาผ่านไป น้ำตาของยักษ์ก็แห้งลง  กลายเป็นภูเขาช็อคโกแลตในที่สุด 

        ส่วนตำนานที่สามมีเรื่องเล่าดังนี้ว่า กาลครั้งนึงมีเมืองที่อยู่กันอย่างสงบมาเนิ่นนาน ชาวบ้านก็ประกอบอาหารจากของป่า ใช้ชีวิตปกติธรรมดาไม่เคยถูกใครมารุกราน ต่อมามีพวกสัตว์ร้ายต่างถิ่นหิวโซ  ทุกที่ๆมันเดินผ่าน ล้วนถูกกำจัด มันกัดกินทุกอย่างสิ้นราวกับแมลงศัตรูพืช มันคือฝูงควายยักษ์ และเป็นปกติของพวกมันเมื่อมันบุกเข้ามาที่ใด มันก็กัดกินพืชพรรณ อาหารจากแหล่งนั้นจนสิ้น พวกมันกัดกินพืชผักในทุ่งนาของชาวบ้านเสียหาย หลายบ้านถึงกับสูญสิ้นเพียงเพราะพวกมันเดินทางผ่าน ชาวบ้านเริ่มทนไม่ไหวเมื่อเห็นกลุ่มควายกำลังกัดกินพืชพรรณของตน พวกเขาอุทานว่า"ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง พวกเราจบสิ้นกันแน่" ดังนั้นจึงช่วยกันคิดกลอุบายโดยหาอาหารบูดเน่ากองโตมาให้ควายยักษ์กินแทน เจ้าควายกลืนกินด้วยความตะกละ มันไม่สนว่าของที่ให้นันจะเป็นอะไร และทันใดนั้นพวกมันก็ท้องเสียอย่างรวดเร็ว พวกมันเริ่มวิ่งพล่าน และทิ้งกองอึเรี่ยราดไปทั่ว จนพวกควายและกลุ่มของมันแตกกระเจิง ออกจากหมู่บ้านไปในที่สุด เหลือไว้เพียงซากมูลควายที่แห้ง และได้กลายเป็นเนินเขาช็อกโกแลต  

        ตำนานสุดท้ายเป็นเรื่องของยักษ์อีกเช่นกัน มันเป็นยักษ์โลภ มีชื่อว่า มิเกล มันกินทุกอย่าง ในทุกที่ที่มันรุกรานไป เหมือนมันเป็นยักษ์ไร้หัวใจที่คิดแต่เรื่องกินเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แล้วก็มีวันนึงที่เปลี่ยนชีวิตของมันไปตลอดกาล เมื่อมันมาถึงที่ราบ เจ้ายักษ์ได้พบหญิงสาวแสนสวยชื่อ อาดิร์นา (Adrianna) มันหลงรักเธอทันที และขอแต่งงานกับเธอ แต่เธอได้ขอให้ยักษ์มิเกลทำอะไรเพื่อเธอสักอย่างเพื่อพิสูจน์ความรัก นางขอให้เจ้ายักษ์ลดความอ้วน ยักษ์มิเกลก็ต้องการชนะใจเธอ  ดังนั้นเขาจึงทำการขับทุกอย่างที่เขากิน นั่นก็คือถ่ายออกมานั่นเอง และแล้วมิเกลก็ลดความอ้วนได้สำเร็จ แต่กลับเป็นว่าอุจจาระของเขากลายเป็นกองเขาเต็มไปทั่วผืนดิน อาดิร์นา จึงได้ทำตามสัญญา ยอมรับรักของยักษ์อ้วนกินจุที่กลายมาเป็นยักษ์หุ่นดีในที่สุด

        ช็อคโกแลตฮิลส์ (The Chocolate Hills) ตั้งอยู่บนเกาะโบฮอล ทางตอนใต้ของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ มีความงดงามและมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีหาดทรายสีขาว และเป็นแหล่งดำน้ำที่เต็มไปด้วยพรรณสัตว์น้ำและปะการังอันสวยงาม
ตามความน่าจะเป็นทางทฤษฎี 
บริเวณนี้ในอดีตเป็นท้องทะเล และแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อน้ำทะเลลดลง จึงเกิดการทับถมของหินปูนจนกระทั่งกลายเป็นเนินเขาเหล่านี้



การเดินทางไปเที่ยวยังเกาะ
โบฮอล
    โดยเครื่องบิน นักเดินทางที่ต้องการไปชม 
Chocolate Hills ต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศจากเมืองหลวงมะนิลา (สนามบินมะนิลา หรือ ท่าอากาศยานนานาชาตินินอย อะควิโน่) เพื่อไปลงที่เกาะโบฮอล (สนามบินตักบิลารัน) ใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชั่วโมง โดยประมาณ
จากนั้นไปเกาะช็อคโกแลต
ด้วยรถพ่วงข้าง อันเป็นวิธีการเดินทางที่คนมักจะเลือกใช้กันบ่อย โดยใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง
หรือถ้าต้องการเดินทางที่สะดวกสบายกว่า สามารถเหมารถตู้ได้ ซึ่งราคาการเช่ารถรวมค่าน้ำมันและคนขับเรียบร้อยแล้วอยู่ที่ 2,500 เปโซ โดยเป็นราคาทัวร์รอบเกาะโบฮอล นักท่องเที่ยวจึงสามารถต่อรองราคาพร้อมระบุสถานที่เพื่อความเหมาะสมได้ 
        ช่วงเวลาที่จะได้เห็นภูเขาสีช็อคโกแลตนั้นก็คือ จะต้องไปเยือนช่วงหน้าแล้งและฤดูร้อน ราวๆเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนจะดีที่สุด ส่วนหน้าฝนนั้นเนินเขาจะเป็นสีเขียวชะอุ่ม แต่อย่างไรก็ดีเรามักจะเจอลมมรสุมและอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในประเทศที่เป็นเกาะ เพราะฉะนั้นก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีดีก่อนเดินทางจะดีทีสุด


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ค้นหาบล็อกนี้